5 เทคนิคเลือกพื้นไม้เทียมให้สวยทน ไม่บวม ไม่โก่ง แม้เจอแดดและฝน
การมีระเบียงไม้สวยๆ ไว้นั่งจิบกาแฟรับลมหน้าบ้าน หรือพื้นที่รอบสระว่ายน้ำที่ดูอบอุ่นเหมือนรีสอร์ท คือภาพฝันที่หลายคนอยากให้เกิดขึ้นจริง แต่ปัญหาที่ตามมาหลังจากใช้งานไปได้ไม่นานคือ “ไม้ซีดจาง” “ไม้บวม” หรือ “ไม้โก่งตัว” จนพื้นเสียรูปทรง ซึ่งสาเหตุหลักมักมาจากการเลือกวัสดุที่ไม่เหมาะสมกับสภาพอากาศ หรือการติดตั้งที่ไม่ได้มาตรฐาน
ประเทศไทยที่มีทั้งแดดแผดเผาและความชื้นสูงจากฝนตกชุก คือบททดสอบที่โหดหินสำหรับไม้เทียม บทความนี้จะเผย 5 เทคนิคระดับมือโปรที่จะช่วยให้คุณเลือกซื้อพื้นไม้เทียมได้อย่างมั่นใจ ลงทุนครั้งเดียวแล้วสวยทนนานไปนับสิบปี
1. เลือกประเภทวัสดุให้ถูกงาน รู้จักความต่างของ WPC และ Co-extrusion
ไม้เทียมไม่ได้มีแบบเดียว เทคนิคแรกคือการเข้าใจว่าไม้แต่ละประเภทถูกออกแบบมาเพื่อสภาวะที่ต่างกัน:
- Wood Plastic Composite (WPC) รุ่นทั่วไป: ผลิตจากการผสมผงไม้กับพลาสติก แล้วรีดขึ้นรูป ข้อดีคือราคาเข้าถึงง่าย มีสัมผัสใกล้เคียงไม้จริง แต่เนื่องจากมีส่วนผสมของผงไม้ที่ผิวหน้า หากเจอฝนชุกหรือน้ำขังเป็นเวลานาน อาจเกิดการดูดซึมความชื้นและทำให้ไม้บวมได้ในระยะยาว
- ไม้เทียมระบบ Co-extrusion (ไม้เทียมหุ้มชั้นนอก): นี่คือ “ตัวจบ” สำหรับงานเอาท์ดอร์ที่ต้องเจอแดดฝนโดยตรง ไม้ชนิดนี้จะมีการเคลือบผิวหน้าด้วยชั้นพลาสติกพอลิเมอร์พิเศษรอบตัวแผ่นไม้ (360 องศา) ช่วยทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันความชื้นและรังสี UV ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ทำให้ไม้ไม่ซึมน้ำ สีไม่ซีดจางง่าย และทนทานต่อรอยขีดข่วนได้ดีกว่ารุ่นทั่วไปหลายเท่า
เทคนิคการเลือก: หากเป็นพื้นที่กลางแจ้งแบบไม่มีหลังคาคลุม การลงทุนกับไม้รุ่น Co-extrusion คือทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุดในระยะยาว
2. ตรวจสอบค่าความหนาแน่น (Density) และความหนาของแผ่น
ไม้เทียมที่ “สวยแต่รูป” แต่น้ำหนักเบาหวิว มักจะเป็นไม้ที่มีฟองอากาศอยู่ภายในมากหรือมีความหนาแน่นต่ำ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความแข็งแรงและการยืดหดตัว
- น้ำหนักบอกคุณภาพ: ไม้เทียมคุณภาพสูงควรมีน้ำหนักที่ตึงมือ สะท้อนถึงความหนาแน่นของวัสดุภายใน ยิ่งมีความหนาแน่นสูง อัตราการดูดซึมน้ำก็จะยิ่งต่ำลง ทำให้โอกาสที่ไม้จะบวมหรือเปลี่ยนรูปทรงมีน้อยลง
- ความหนาที่เหมาะสม: สำหรับงานพื้นทางเดินทั่วไป ควรมีความหนาไม่น้อยกว่า 20 ถึง 25 มิลลิเมตร หากใช้ไม้ที่บางเกินไป เมื่อต้องรับน้ำหนักหรือโดนความร้อนจัดเป็นเวลานาน ไม้จะเกิดการ “แอ่นตัว” ได้ง่าย
3. สังเกตการป้องกันรังสี UV และการคงตัวของสี
แดดเมืองไทยสามารถทำให้สีวัสดุซีดจางได้ภายในเวลาไม่กี่เดือน หากไม้เทียมนั้นไม่มีการผสมสารป้องกัน UV เกรดพรีเมียม
- UV Stabilizer: ในขั้นตอนการผลิต ไม้เทียมที่ดีจะต้องมีการผสมสารป้องกันแสงแดดลงไปในเนื้อวัสดุ ไม่ใช่แค่การเคลือบไว้ที่ผิวหน้าเท่านั้น วิธีตรวจสอบเบื้องต้นคือการดูรีวิวการใช้งานจริงในพื้นที่กลางแจ้งของแบรนด์นั้นๆ ว่าผ่านไป 1-2 ปี สีมีการเปลี่ยนแปลงมากน้อยเพียงใด
- สีในเนื้อไม้: ให้ลองดูรอยตัดขวางของแผ่นไม้ สีของผิวหน้าและเนื้อข้างในควรมีความใกล้เคียงกัน เพราะหากเกิดรอยขีดข่วนจากการใช้งาน รอยนั้นจะดูไม่โดดเด่นจนเสียความสวยงาม
4. ความลับอยู่ที่การติดตั้ง: โครงสร้างตงและการเว้นระยะ (Expansion Gap)
ต่อให้คุณเลือกไม้ที่แพงที่สุดในโลก แต่ถ้าติดตั้งผิดวิธี ปัญหา “ไม้โก่ง” จะตามมาแน่นอน เพราะไม้ทุกชนิดมีการยืดหดตัวตามอุณหภูมิ
- ระยะห่างของตง (Joist Spacing): โครงสร้างที่รองรับไม้เทียม (ตง) ไม่ควรห่างกันเกิน 30 ถึง 35 เซนติเมตร หากวางตงห่างเกินไป แผ่นไม้จะรับน้ำหนักได้ไม่ดีและเกิดการแอ่นตัวจนน่าเกลียด
- การเว้นช่องไฟ: นี่คือจุดที่สำคัญที่สุด! การปูไม้เทียมต้องมีการเว้นระยะห่างระหว่างหัวไม้และข้างไม้ประมาณ 3 ถึง 5 มิลลิเมตร (ขึ้นอยู่กับสเปกของแต่ละแบรนด์) เพื่อให้ไม้มีพื้นที่ในการขยายตัวเมื่อเจอความร้อน หากปูชิดกันเกินไป เมื่อไม้ขยายตัวแผ่นไม้จะดันกันจนเกิดอาการ “ดีด” หรือ “โก่งตัว” ขึ้นมานั่นเอง
5. มาตรฐานความปลอดภัยและความสวยงามที่สมจริง
สุดท้ายคือเรื่องของสุนทรียภาพและความปลอดภัยในการใช้งานจริง:
- ค่ากันลื่น (Anti-Slip): สำหรับพื้นที่ริมสระว่ายน้ำหรือระเบียงที่ต้องเจอฝน ควรเลือกไม้ที่มีค่ากันลื่นในระดับที่เหมาะสม หรือมีการเซาะร่องขนาดเล็กเพื่อเพิ่มแรงเสียดทาน
- ลวดลายและผิวสัมผัส: ไม้เทียมรุ่นใหม่ๆ จะมีเทคนิคการทำลายไม้แบบ 3D Embossing ซึ่งให้ร่องลึกและลวดลายที่ดูเป็นธรรมชาติ ไม่ดูเป็นลายพิมพ์ซ้ำๆ เหมือนพลาสติก นอกจากความสวยแล้ว ผิวสัมผัสที่ขรุขระเล็กน้อยยังช่วยให้เดินแล้วรู้สึกมั่นใจ ไม่ลื่นล้มง่ายเมื่อพื้นเปียก
การเลือกไม้เทียมให้ “สวยทน” ไม่ใช่เรื่องของดวง แต่เป็นเรื่องของ “ความเข้าใจในวัสดุ” การเลือกไม้ประเภท Co-extrusion ที่มีความหนาแน่นสูง มีการป้องกัน $UV$ ที่ดี และที่สำคัญที่สุดคือการใช้ช่างที่มีความชำนาญในการติดตั้งโดยเว้นระยะห่างให้ถูกต้อง จะช่วยให้ระเบียงไม้ของคุณคงสภาพสวยงามประหนึ่งไม้จริง โดยที่คุณไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องการซ่อมบำรุงหรือปัญหาไม้บวมโก่งให้เสียอารมณ์อีกต่อไป
จำไว้ว่า “ของถูกอาจดูดีในวันแรก แต่ของที่มีคุณภาพจะดูดีไปตลอดอายุการใช้งาน” ครับ